รายละเอียดอื่นๆ > บทความ



การสอนให้นักเรียนมีจิตอาสา (ชม 6)
บทความการสอนให้นักเรียนมีจิตอาสา โดย รองศาสตราจารย์สัญญา รัตนวรารักษ์
นักเรียนดีศรีสาธิตปทุมวัน

การสอนให้นักเรียนมีจิตอาสา

รองศาสตราจารย์สัญญา รัตนวรารักษ์*

มนุษย์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของทุนสังคมของประเทศ เพราะสามารถทำให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ถ้าทุนมนุษย์มีคุณภาพ มีขีดความสามารถที่จะแข่งขันกับนานาประเทศในสังคมโลกได้ แต่ในปัจจุบันคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ในยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนว่า

“คนไทยจำนวนมากขาดจิตสำนึกสาธารณะ ในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมและยังไม่มีจิตวิญญาณของการเป็นอาสาสมัคร เพื่อสังคมเท่าที่ควร โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน รวมทั้งไม่มีการจัดบรรยากาศและกลไกให้เกื้อหนุนการทำงานเพื่อสังคมอีกด้วย เช่น ขาดการปกป้องคนดีของสังคม ขาดแบบอย่างที่ดี ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อจำกัดทำให้มนุษย์ที่มีคุณค่าไม่ได้ทำหน้าที่เป็นทุนทางสังคมเท่าที่ควร” (คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2550)

ในสังคมปัจจุบัน มักจะมีคำกล่าวว่า คนไทยขาดวินัย ไม่มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ขาดจิตสำนึกสาธารณะ ดังจะเห็นได้ง่ายๆ จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวหากสิ่งใดที่เป็นของสาธารณะ มักจะไม่ค่อยได้รับการดูแลรักษา มีสภาพชำรุด ทรุดโทรม ความรู้สึกหวงแหนและต้องการรักษาสิ่งของ หรือสถานที่สาธารณะของคนไทยมีน้อยมากและที่ร้ายไปกว่านั้นคือ ตัวเองกลับเป็นผู้ทำลายของหรือสถานที่สาธารณะนั้นเสียเอง

ตัวอย่างคำกล่าวข้างต้น สามารถมองเห็นได้ทั่วไป เช่น การทิ้งขยะมูลฝอยลงในแม่น้ำลำคลอง การฝ่าฝืนข้อห้ามต่างๆ ในการใช้สวนสาธารณะ และการไม่ทิ้งขยะลงในถังขยะตามสถานที่ราชการหรือที่สาธารณะ เป็นต้น

อนึ่ง ยังพบเห็นกันบ่อยครั้งหรือพบเห็นเสมอๆ คือ เมื่อพบเห็นผู้อื่นกระทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง คนไทยส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะว่ากล่าว ตักเตือน หรือตำหนิให้ผู้นั้นทำให้ถูกต้องอีกด้วย เพราะถือว่าไม่ใช่ธุระ ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ใครจะทำไม่ดีกับอะไรหรือใคร ถ้าไม่เกี่ยวกับตนเองหรือผลประโยชน์ของตนเอง ผู้ประสบพบเห็นมักจะนิ่งเฉย ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกับส่วนรวมและประเทศชาติมาก

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ภักดี (254 : 123) ได้กล่าวถึงจิตสำนึกสาธารณะหรือจิตอาสาของคนกรุงเทพมหานครไว้ว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ขาดสำนึกในการเห็นคุณค่าทรัพย์สมบัติส่วนรวมสิ่งใดที่เป็นของสาธารณะ มักจะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ เพราะคิดว่ามันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่หน้าที่เราที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับทัศนคติ ค่านิยม และลักษณะนิสัยของคนไทย มักจะทำอะไรตามใจ คือไทยแท้... อยู่บ้านทิ้งขยะลงถัง แต่อยู่นอกบ้านทิ้งเรี่ยราด... เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้าน ฝึกให้ถ่ายเป็นที่เป็นทาง แต่เมื่อพาไปเดินเล่นนอกบ้าน ปล่อยให้สุนัขถ่ายเรี่ยราดตามถนนหนทาง ตรงไหนก็ได้... ส้วมที่บ้าน สะอาดกว่าส้วมสาธารณะ... สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการขาดจิตสำนึกสาธารณะ มองตนเองเป็นเพียงผู้ใช้ (user) ไม่ใช่เจ้าของ (owner) ประชาชนไม่รู้สึกมีส่วนรวม หรือเป็นเจ้าของกรุงเทพฯ มีผู้ใช้มากว่าดูแล ย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะเกิดความทรุดโทรมขึ้น”

ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทั้งหลายจะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมให้เป็นคนมีจิตสำนึกสาธารณะหรือจิตอาสาให้การช่วยเหลือสังคมได้แล้วร่วมรณรงค์ส่งเสริม “จิตอาสา” ให้เกิดขึ้นกับคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนให้รู้จักช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ชุมชน ตลอดจนร่วมแก้ปัญหาต่างๆ รอบๆ ตัวเรา อย่างน้อยที่สุดให้ทุกคนได้มองออกมานอกกรอบของความเป็นตัวเองหรือเป็นของตนเองเท่านั้น ให้ออกมามองและตระหนักในปัญหาของผู้อื่นหรือของส่วนรวม รู้จักเข้าใจและเห็นใจผู้อื่นมากขึ้นร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ออกมาร่วมกันแก้ปัญหาและรับผิดชอบสังคมโดยมี “จิตอาสา” อย่างเต็มกำลังความสามารถ

“จิตอาสา” หรือ “จิตสำนึกสาธารณะ” ราชบัณฑิตยสถาน, 2524 : 81 อ้างในมัลลิกา มัติโก, 2541 : 8) ให้ความหมายไว้ว่า คือ การตระหนักรู้ และคำนึงถึงส่วนร่วมรวมกันหรือคำนึงถึงผู้อื่นที่ร่วมความสัมพันธ์เป็นกลุ่มเดียวกันกับตน

หทัย อาจปรุ (2544 : 36) ได้กล่าวว่า จิตอาสา หมายถึง ความตระหนักของบุคคลถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ทำให้เกิดความรู้สึกปรารถนาที่จะช่วยเหลือสังคม ต้องการเข้าไปแก้วิกฤตการณ์โดยรับรู้สิทธิควบคู่ไปกับหน้าที่และความรับผิดชอบ สำนึกถึงพลังของตนว่าสามารถร่วมแก้ปัญหาได้ และลงมือกระทำเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ โดยการเรียนรู้และแก้ไขร่วมกันกับคนในสังคม

มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ (2550) ได้ให้ความหมายของจิตอาสาว่าคือ จิตใจที่เห็นผู้อื่นด้วย ไม่เพียงแต่ตัวเราเอง เราอาจจะยื่นมือออกไปทำอะไรให้ได้บ้าง เสียสละอะไรได้บ้าง ช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แบบเพื่อนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ผู้เหนือกว่า มีน้ำใจแก่กันและกัน ไม่นิ่งดูดายแบบที่เรื่องอะไรจะเกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่สนใจ สามารถแสดงออกมาได้หลายรูปแบบ ทั้งการให้รูปแบบต่างๆ ตลอดจนการอาสาเพื่อช่วยเหลือสังคม

ดังนั้น การมีจิตอาสา คือ การมีจิตใจที่ตระหนักรู้ปัญหาต่างๆ รอบตัวที่ไม่ใช่เฉพาะปัญหาของตน มีความยินดีและมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นหรือสาธารณะด้วยความเสียสละในรูปแบบต่างๆ เช่น ทรัพย์สิน กำลังกาย และความรู้ความสามารถ เป็นต้น

จากการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จำเป็นอย่างมากที่จะต้องปลูกฝังให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีจิตอาสาอยู่ในตนเอง ตระหนักรู้ในปัญหาต่างๆ รอบตัวและเต็มใจแก้ไข โดยไม่นิ่งดูดายด้วยความเต็มใจ

ในโรงเรียนมีการปลูกฝังความเป็นจิตอาสาในรูปแบบสภานักเรียน ชุมชนต่างๆ และอื่นๆ ให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการดูแลสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน แต่มีเฉพาะกลุ่มบุคคลที่สนใจหรือพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อนส่วนรวม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมโรงเรียนที่ช่วยโรงเรียนน้องในต่างจังหวัดของคณะครูและบุคลากร ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนอาสาเข้าร่วมกิจกรรมด้วยโดยให้คิดกิจกรรมที่ตนเองหรือกลุ่มต้องการทำให้ผู้ด้อยโอกาสกว่านับเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมีจิตอาสาและลงมือปฏิบัติการช่วยเหลือด้วย

ในอาณาบริเวณโรงเรียนซึ่งถือเป็นสาธารณสมบัติของส่วนรวม นอกจากจะมีการอบรมสั่งสอนโดยตรงให้นักเรียนมีจิตอาสาแล้ว ยังมีการแบ่งหน้าที่เวรรับผิดชอบทำความสะอาด และรักษาความสะอาด ซึ่งมีบทลงโทษถ้านักเรียนไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติได้ไม่ดีเท่าที่ควร

จะเห็นได้ว่าการปลูกฝังให้นักเรียนปฏิบัติตนเป็นผู้มีจิตอาสานั้น โรงเรียนได้ใช้สิ่งเร้าให้นักเรียนปฏิบัติอันได้แก่ คะแนน คำชมเชย และคำตำหนิว่ากล่าว ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาทางจริยธรรมในระดับแรกๆ ของการพัฒนาเท่านั้นและไม่ใช่พฤติกรรมที่ยั่งยืนยาวนาน พิจารณาได้จากการศึกษาวิจัยของโคลเบอร์ก (Kohlberg) ซึ่งสามารถจำแนกการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมของบุคคลตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น ถึงวัยผู้ใหญ่ออกเป็น 6 ขั้น ซึ่งลีเบอร์ท (Liebert, 1973 : 368) ได้อธิบายไว้มีสาระสำคัญดังนี้ คือ

ขั้นที่ 1 หลักการเชื่อฟังคำสั่ง และหลบหลีกการลงโทษ เด็กจะตัดสินการกระทำว่าดี-เลว จากการพิจารณาที่ผลจากการกระทำ หลบหลีกการถูกลงโทษทางกายเพราะกลัวจะได้รับความเจ็บปวด ยอมทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจทางกายเหนือตน

ขั้นที่ 2 หลักการแสวงหารางวัล เด็กจะถือว่าการกระทำที่ถูกต้องคือการกระทำที่สนองความต้องการและทำให้ตนเกิดความพอใจ การสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นไปในลักษณะแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน กระทำโต้ตอบแบบดีมาดีไป ร้ายมาร้ายไป เข้าทำนอง “ต่อต่อตา ฟันต่อฟัน”

ขั้นที่ 3 หลักการทำตามที่ผู้อื่นเห็นชอบ พฤติกรรมที่ดีตามทัศนะของเด็กขั้นนี้คือการทำให้ผู้อื่นพอใจและยอมรับ ลักษณะเด่นคือการคล้อยตามและพยายามทำตนให้ผู้อื่นรักหรือมองเห็นว่าน่ารัก การกระทำตามแบบอย่างที่ดีจะได้รับการยอมรับ

ขั้นที่ 4 หลักการทำตามหน้าที่ทางสังคม เด็กจะเริ่มมองเห็นความสำคัญของกฎเกณฑ์และระเบียบต่างๆ เห็นความสำคัญที่จะทำหน้าที่ของตน แสดงการยอมรับเคารพในอำนาจและมุ่งรักษาไว้ซึ่งกฎเกณฑ์ทางสังคม

ขั้นที่ 5 หลักการทำตามคำมั่นสัญญา ยึดประโยชน์และความถูกต้องตามกฎหมายเห็นว่าการกระทำที่ถูกต้องคือการกระทำที่เป็นไปตามข้อตกลงและยอมรับในสังคม เห็นความสำคัญของส่วนรวม เข้าใจสิทธิของตนและผู้อื่น สามารถควบคุมตนเองได้

ขั้นที่ 6 หลักการยึดอุดมคติสากล มีลักษณะแสดงถึงความเป็นสากลนอกเหนือไปจากกฎเกณฑ์ในสังคมของตน มีความยืดหยุ่นทางจริยธรรมเพื่อจุดหมายบั้นปลายอันเป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ มีหลักธรรมประจำใจของตน

พัฒนาการทางจริยธรรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีจิตอาสาของบุคคลจะดำเนินไปอย่างไร จะอยู่ในขั้นใด ขั้นต้นหรือขั้นสูง จะมีขึ้นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการคือ สติปัญญา และประสบการณ์ทางสังคม ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามกรณีที่มีการหยุชะงัก หรือมีพัฒนาการที่ล่าช้ากว่าปกติ การฝึกโดยใช้หลักการและวิธีการที่เหมาะสม อาจช่วยให้มีพัฒนาการที่สูงขึ้นได้

นักเรียนระดับมัธยมศึกษาน่าจะพัฒนาความมีจิตอาสาถึงขั้นที่ 3-5 แต่เท่าที่พบเห็นโดยส่วนใหญ่แล้วมักอยู่ในขั้น 1-2 เท่านั้น จะให้มีคุณธรรมจิตอาสาถึงขั้นที่ 3-5 ต้องส่งเสริมทางด้านสติปัญญาโดยให้ความรู้ ให้ฝึกกิจกรรมปฏิบัติที่หลากหลายเกี่ยวกับการอาสาพัฒนาต่างๆ ทั้งนี้อาจส่งเสริมให้นักเรียนเป็นสมาชิกของเครือข่ายจิตอาสาซึ่งมีอยู่ในขณะนี้เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนทำงานภาคสังคมที่เห็นความสำคัญของงานอาสาสมัครจุดประสงค์ของเครือข่ายคือ แลกเปลี่ยนข้อมูลงานอาสาสมัครและการให้ในสังคมไทย และเป็นแหล่งข่าวสารสำหรับคนทั่วไปที่ต้องการทำงานสาธารณประโยชน์แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร ขณะนี้เครือข่ายได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งนักเรียนอาจจะเลือกเป็นสมาชิกเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งตามความสนใจ โดยกลุ่มสมาชิกในเครือข่ายมีดังต่อไปนี้

1. ศูนย์ส่งเสริมการให้และการอาสาช่วยเหลือสังคม

2. มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)

3. มูลนิธิกระจกเงา

4. กลุ่มนวัตกรรมเยาวชนเพื่อสังคม (YIY)

5. Budpage.com

6. กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สำนักงานประเทศไทย)

7. มูลนิธิสุขภาพไทย

8. องค์การแอคชั่นเอด

9. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก

10. United Nations Volunteers (UNV)

11. มูลนิธิกองทัพไทย (โครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม และโครงการเยาวชนอาสา)

12. บางกอกงฟอรั่ม

13. องค์กรอโซก้า ผู้ริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสังคม

14. เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย (เครือข่ายพุทธิกา)

15. สถาบันรามจิตติ

16. มูลนิธิกลุ่มมะขามป้อม

17. มูลนิธิบูรณะพัฒนาชนบทแห่งประเทศไทย

18. กลุ่มธุรกิจเพื่อสังคมไทย

19. โครงการมูลนิธิชุมชนกรุงเทพ

20. เครือข่ายอาสารักษ์ธรรมชาติ (V4N Network)

21. แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์ (มสส.)

22. สำนักงานอาสากาชาด

23. เครือข่ายองค์กรสาธารณะประโยชน์ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วยังสามารถค้นหาหรือติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกิจกรรมจิตอาสาได้เพิ่มเติม โดยค้นหาจากเว็บไซต์ในหัวข้อ “จิตอาสา” หรือคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามการสอนให้นักเรียนมีจิตอาสานั้น นอกจากครูมีหน้าที่ให้ความรู้และความเข้าใจทางด้านสติปัญญาแก่นักเรียนและจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กฝึกปฏิบัติแล้ว การจะพัฒนาให้นักเรียนมีจิตอาสาในระดับที่สูงๆ และยั่งยืนถาวร ครูต้องเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักเรียนไม่ใช่เป็นเพียงผู้แนะนำ ผู้สั่งให้ทำ ผู้ให้รางวัล และผู้ลงโทษเท่านั้น ครูต้องไม่เป็นแม่ปูสอนลูกปูสอนให้ลูกเดินตรงๆ ไม่ให้เดินเฉไปก็เฉมา แต่พอให้เดินให้ดูแม่ปูเองก็ทำไม่ได้ ครูเองต้องการสอนให้นักเรียนมีจิตอาสา แต่ครูเองทำไม่ได้ ครูไม่มีจิตอาสา นักเรียนที่สอนก็ต้องมีจิตอาสาในขั้นที่ 1 และ 2 เท่านั้น และเป็นจิตอาสาที่ไม่ยั่งยืน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ เมื่อครูพบเศษกระดาษอยู่ในสนาม ครูควรเก็บเองด้วยมือของครูเอง ไม่ใช่เรียกเด็กนักเรียนให้มาเก็บแทน เป็นต้น การที่ครูเก็บกระดาษเอง เป็นการแสดงความมีจิตอาสาในขั้นที่สูงมาก เพราะไม่มีใครสั่ง ไม่ต้องการรางวัล หรือคำชมเชย ไม่ได้ทำตามหน้าที่ เพราะไม่ได้เป็นหน้าที่ของครูแต่เป็นหน้าที่ของสังคม โดยเห็นแก่ส่วนรวม เสียสละทำเพื่อผู้อื่น พิจารณาแล้ว ครูมีจิตอาสาอยู่ในขั้นที่ 5 และเมื่อพิจารณาถึงจุดประสงค์นอกเหนือไปจากความเต็มใจไม่นิ่งดูดายในความไม่สะอาดของที่สาธารณะและยังมีความเป็นอุดมคติสากล มีความยืดหยุ่นไม่ยึดติดกับความเป็นครู โดยทั่วไปที่ไม่ยอมเก็บเศษกระดาษ อันเป็นหน้าที่ของนักเรียนหรือนักการภารโรง เป็นผู้มีจิตสาธารณะอันเป็นอุดมคติอย่างแท้จริง

เมื่อสอนนักเรียนให้มีจิตอาสาด้านการรักษาความสะอาดของสถานที่นักเรียนได้เห็นครูทำให้ดูเป็นประจำ นักเรียนย่อมเชื่อถือศรัทธา ยอมกระทำตามด้วยความเต็มใจโดยไม่มีการบังคับหรือต้องการรางวัลใดๆ ย่อมหมายถึง ความสำเร็จในการสอนให้นักเรียนมีจิตอาสาอย่างแท้จริง

ถ้าครูผู้สอนยุติการสอนจิตอาสาแบบแม่ปูกับลูกปูได้ การสอนหรือการปลูกฝังจิตอาสาให้แก่นักเรียนย่อมสัมฤทธิ์ผลได้ตามต้องการ

*****************************************

บรรณานุกรม

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์. (2543). กรุงเทพเมืองน่าอยู่. กรุงเทพฯ : ซักเซสมีเดีย.

คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2550). ยุทธศาสตร์การพัฒนาทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน. สืบค้นเมื่อ 12 มกราคม 2550. จาก http://www.nesdb.go.th/SufficiencyEcon/main.htm.

มัลลิกา มัติโก, บรรณาธิการ. (2541). จิตสำนึกทางสังคมของนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยมหิดล.

มิชิตา จำปาเทศ รอดสุทธิ. (2550). จิตอาสา... ทำไม?. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2550. จาก http://www.volunteers.in.th/blog/vsarticle/142

หทัย อาจปรุ. (2542). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ภาวะผู้นำ รูปแบบ การดำเนินชีวิต และความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง กับการมีจิตสำนึกสาธารณะของนักศึกษาพยาบาล, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาวิชาการพยาบาล คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Liebert, M.R., Poulos R. W. and Strauss G.D. (1973). Development Psychology. 2nd. Ed. Engleword Cliffs, New Jersey : Printice – Hall Inc.



* หัวหน้างานนโยบายการบริหารและบุคคล

ปิดหน้าต่างนี้